เมื่อ Software กลายเป็น Services ซอฟต์แวร์แบบกล่องก็อาจถูกลดความสำคัญลงไป จ่ายเงินตามที่ใช้จริง ไม่ต้องจ่ายเงินมาก่อนแล้วปวดหัวภายหลัง ทำให้พฤติกรรมของผู้ใช้ในองค์กร และผู้พัฒนาซอฟต์แวร์เริ่มเปลี่ยนแปลงไป โดยทั่วไปแล้วทางบริษัทจะขายซอฟต์แวร์หรือแอพพลิเคชันแบบเป็นกล่องสำเร็จรูป ให้ผู้ใช้นำไปติดตั้งที่เครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจเป็นเครื่องเซิร์ฟเวอร์ตามแต่ประเภทของซอฟต์แวร์ แต่จากความเร็วของระบบอินเทอร์เน็ตทำให้บริษัทผู้จำหน่ายจะนำตัวซอฟต์แวร์มา พัฒนาใหม่เป็นเว็บเซอร์วิส ให้ผู้ใช้เรียกใช้ซอฟต์แวร์ผ่านเว็บเบราเซอร์ ซึ่งในแบบนี้เรียกย่อว่าเป็น SaaS (Software as a Services) ซึ่งการเปลี่ยนรูปแบบการใช้ซอฟต์แวร์นี้ทางผู้จำหน่ายจะเก็บเงินตามที่ใช้ จริง ช่วยลดจำนวนเซิร์ฟเวอร์ของแผนกไอที ประหยัดรายจ่าย และ CFO ก็ไม่ต้องปวดหัวกับรายจ่ายของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ซึ่งจากความสำเร็จของ Salesforce.com ทำให้บริษัทต่างๆ ผลิตซอฟต์แวร์ SaaS ออกสู่ท้องตลาดจำนวนมาก
บริษัทวิจัยชื่อดังอย่าง IDC คาดการณ์ว่าทั่วโลกจะมีผู้ใช้ SaaS คิดเป็นจำนวนเงินถึง หนึ่งหมื่นเจ็ดพันล้านดอลลาร์ในปี 2009 นี้ซึ่งในปัจจุบันก็มีบริษัทที่ให้บริการ SaaS อย่างสมบูรณ์แบบจำนวนมาก แต่ก็อาจมีคำถามว่า SaaS เหล่า นี้จะมาแทนซอฟต์แวร์แบบเดิมได้ทั้งหมดหรือไม่ ซึ่งคิดว่าในระยะอันใกล้นี้ยังแทนที่ได้ไม่หมด เพราะโดยปกติแล้วบริษัทระดับเอนเตอร์ไพรส์มีความจำเป็นที่ต้องพัฒนา ซอฟต์แวร์ด้วยตัวเอง และติดตั้งใช้กับโครงสร้างพื้นฐานที่แผนกไอที ซึ่งไม่สามารถใช้ร่วมกับโซลูชัน SaaS ที่มีในปัจจุบันได้
จากความ จำเป็นในการลดค่าใช้จ่ายและลดความซับซ้อนของแผนกไอที ทำให้ถึงเวลาของการใช้ SaaS แต่อย่างไรก็ตามบริษัทยังไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนระบบขนาดใหญ่ที่ใช้ในปัจจุบัน ทั้งหมดมาเป็น SaaS เพียงแค่นำ SaaS มาเสริมเพื่อเพิ่มฟังก์ชันใหม่ให้กับระบบเดิม ซึ่งทาง Salesforce พบว่า SaaS จะประสบความสำเร็จเมื่อถูกนำไปใช้แทนที่ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปหรือซอฟต์แวร์ที่ บริษัทพัฒนาเองได้ไม่ดี
ในการสำรวจของเราจะแบ่ง SaaS ได้เป็น 4 ประเภทคือ back-office applications (เช่น ERP, การจัดซื้อ, HR ฯลฯ), messaging, integration และ CRM
แม้ว่าจะแบ่งอย่างหยาบๆ แต่ก็ครอบคลุมทั้งหมด ตัวอย่างเช่น ซอฟต์แวร์ของ Mercury ที่เป็น SaaS ก็ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ซอฟต์แวร์วิเคราะห์เว็บ (Web Analytics) ก็นิยมที่ให้ใช้เป็นเซอร์วิสมากกว่าจะเป็นซอฟต์แวร์ที่ให้ผู้ใช้นำไปติดตั้ง ที่เซิร์ฟเวอร์ จะเห็นได้ว่าจากระบบจัดการคอนเทนต์แบบ SaaS ชั้นนำสามตัวพบว่ามันมีฟังก์ชันการทำงานค่อนข้างดีมาก และจำนวนของ SaaS ด้านการทำงานร่วมมือกันก็มีเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วอีกด้วย สำหรับบริษัทที่ทำ BPO (business process outsourcing) นอกจากจะจัดเตรียมซอฟต์แวร์ให้แล้วยังเตรียมทีมงานผู้ควบคุมให้ด้วย ซึ่งในตอนนี้เราจะยังไม่พูดถึง MSPs (Managed Security Provider)
มี บริษัทจำนวนมากเลือกใช้ซอฟต์แวร์ที่จ่ายตามที่ใช้จริงมากกว่าที่จะซื้อเป็น แพ็กเก็จ ในความเป็นจริงแล้วไม่มีบริษัทขนาดใหญ่ใดที่จะเปลี่ยนระบบทั้งหมดเป็น SaaS ในชั่วข้ามคืน แต่ผลงานความสำเร็จของ Gmail จากค่าย Google พิสูจน์ได้ชัดเจนว่าระบบนี้ใช้งานได้จริง แม้กับแอพพลิเคชันใช้งานเฉพาะบนเดสก์ท็อป ซึ่งเคยเป็นตลาดเฉพาะของบริษัทผู้ผลิตซอฟต์แวร์สำเร็จรูป ในระยะอันใกล้นี้เมื่อพิจารณาแอพพลิเคชันทีละตัว แผนกไอทีต่างก็เชื่อใจใน SaaS ที่ฟังก์ชันการทำงานระดับลึกมากขึ้นและค่าบำรุงรักษาเพียงเล็กน้อยโดยมีค่า ใช้จ่ายในการเริ่มใช้น้อยมาก
Back Office
โดย ทั่วไปเรามักจะคิดว่าแอพพลิเคชันด้าน ERP, supply chain และระบบฐานข้อมูล ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของระบบงานจะเป็นตัวสุดท้ายที่จะถูกเปลี่ยนไปใช้เป็นระบบ เช่าใช้ผ่านเซิร์ฟเวอร์จากบริษัทหน้าใหม่ที่ไม่เป็นที่รู้จัก ทำให้บริษัทระดับใหญ่ เช่น Oracle, SAP และ Siebel ต่างก็เห็นข้อกังวลนี้และได้ปรับปรุงตัวซอฟต์แวร์เพื่อมาแข่งในตลาด SaaS
Oracle ก็ให้ความสำคัญกับ SaaS โดยนำผลิตภัณฑ์ของบริษัทมาทำเป็นรุ่นเช่าใช้ภายใต้ชื่อ Oracle On Demand และร่วมลงทุนใน NetSuite และ Salesforce ส่วนทาง IBM ก็เข้าร่วมตลาด Back-Office SaaS ภายใต้แผนกลยุทธ On Demand Business strategy โดยร่วมมือบริษัทคู่ค้าที่ทำด้านโฮสต์ซอฟต์แวร์เช่น Adexa, HRsmart, Intact และ Peopleclick นอกจากนี้ IBM ยังซื้อบริษัท Corio ที่ให้บริการเช่าใช้เซอร์วิสของ Oracle, PeopleSoft, SAP และ Siebel ผ่านเซิร์ฟเวอร์ ขณะที่ SAP และ Siebel นำแอพพลิเคชันของบริษัทมาจัดเป็นแพ็กเก็จแบบ SaaS
ในส่วนของ ERP บริษัทผู้จำหน่ายระดับสอง (Second-Tier) เช่น Intact และ Lawson Software ต่างก็ให้บริการแอพพลิเคชันของบริษัทในรุ่นที่เช่าใช้บนเซิร์ฟเวอร์ ในขณะที่บริษัทผู้ให้บริการ third-party เช่น NaviSuite และ USi จะนำซอฟต์แวร์ ERP จากผู้ผลิตระดับบนมาให้เช่าใช้ผ่านเซิร์ฟเวอร์
Employease เป็นผู้นำในด้าน HR โดยมี Peopleclick และ Ultimate Software เป็นคู่แข่ง โดยรายหลังนี้จะเน้นไปที่ workforce acquisition
Arena Solutions เป็นผู้นำในด้าน PLM (Product Lifecycle Management) Ketera เชี่ยวชาญในด้าน e-procurement และมีบริษัทอื่นๆ ที่เน้นเฉพาะด้านเช่น Kintera สำหรับในส่วนขององค์กรที่ไม่หวังผลกำไรและ CaseCentral สำหรับบริษัทด้านกฎหมาย
แต่ในส่วนของบริษัทขนาด SMB ที่ยังขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีที่จะมาสร้างและดูแลระบบที่ซับซ้อนเช่น นี้ ต่างก็สนใจในแอพพลิเคชันด้านแบ็กออฟฟิศที่ทำงานบนเซิร์ฟเวอร์แบบนี้ค่อนข้าง มาก และเริ่มลามไปยังบริษัทเอนเตอร์ไพรส์ขนาดใหญ่ที่ให้ความสนใจเช่นกัน
Amy Konary ไดเรกเตอร์ส่วน Software pricing, Licensing and Delivery ของ IDC กล่าวว่า "พวกเราพบว่ามีบริษัทจำนวนมากที่นำ SaaS มาใช้ร่วมกันกับแอพพลิเคชันที่สร้างเอง เพื่อเสริมการทำงานให้ดีขึ้น พวกเขาจะหาว่าตัวไหนที่นำมารวมกับฟังก์ชันที่เขาเขียนขึ้นเองได้ง่ายที่สุด"
Ben Pring นักวิเคราะห์จาก Gartner รายงานว่าสาขาย่อยหรือหน่วยธุรกิจอิสระของบริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งก็นำ SaaS ไปใช้งาน เนื่องจากที่แผนกไอทีของบริษัทไม่ว่างมาให้การซัพพอร์ต จึงเลือกใช้บริการ SaaS จากภายนอกที่ให้บริการเร็วกว่าและบันทึกรายจ่ายนี้เป็นค่าใช้จ่ายในการ ดำเนินการ
Messaging
การจัดการกับข่าวสาร และอีเมล์เป็นปัญหาหนักอกของบริษัททั้งใหญ่และเล็ก บริษัทเหล่าต้องทุ่มเทเวลาและแรงงานไปกับการจัดการกับเมล์บ็อกซ์ การเก็บรักษาอีเมล์ ป้องกันไวรัสและสแปม กรองข้อความของอีเมล์และจัดเก็บให้ตรงกับข้อกำหนดทางกฎหมาย (Compliance Requirement)
Konary จาก IDCs กล่าวว่า "บริษัทระดับโลกต้องปฏิบัติตามกฎหมาย Patriot Act ถ้าเป็นประเทศอื่นก็จะมีกฎหมายบังคับที่แตกต่างกัน ซึ่งส่วนมากจะเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนบุคคล มีหลายบริษัทที่พิจารณา SaaS เนื่องจากเครื่องมือที่พัฒนาเองมีขนาดใหญ่เทอะทะมาก หรือมันไม่สามารถสร้างรายงานหรือติดตามเอกสารในแบบที่ต้องการได้อีกด้วย อีกทั้งบริษัทผู้ให้บริการ SaaS จำนวนมากได้พัฒนาอีเมล์แอพพลิเคชันที่ทำรายงานและสามารถดึงข้อมูลได้ง่ายตรง ไปตรงมาสำเร็จเรียบร้อยแล้ว"
ตลาดของ SaaS ด้านจัดการอีเมล์แบ่งได้เป็นเซิร์ฟเวอร์สำหรับอีเมล์ทั้งระบบและเซิร์ฟเวอร์ เฉพาะส่วนรักษาความปลอดภัย เซิร์ฟเวอร์รักษาความปลอดภัยถูกออกแบบใช้กับบริษัทที่เน้นความสำคัญของการ เก็บข้อความตามข้อกำหนดโดยแยกงานอื่น เช่น การกำจัดไวรัสและสแปมไปใช้บริการจากบริษัทอื่น
สำหรับโซลูชันเช่าใช้ อีเมล์เซิร์ฟเวอร์ทั้งระบบปกติจะเน้นใช้กับ SMB แต่จากรายงาน "Hosted Email Market, 2005-2008" ของ Radicati Group พบว่าบริษัทขนาดใหญ่ๆ ต่างก็ให้ความสนใจเช่นกัน
Marcel Neinhuis นักวิเคราะห์จาก Radicati Group กล่าวว่า "ทางบริษัทระดับเอนเตอร์ไพรส์มองว่าผู้ให้บริการเช่าใช้อีเมล์เซิร์ฟเวอร์ จำนวนมากเป็นบริษัทหน้าใหม่มีไม่กี่รายที่ไม่น่าไว้วางใจ พวกเขาชื่นชอบที่ผู้ให้บริการเหล่ามีคอนโซลสำหรับจัดการที่ทำให้บริษัท สามารถควบคุมและเข้าถึงได้มากขึ้น ทำให้สามารถเพิ่มยูสเซอร์ใหม่ กำหนดสิทธิการใช้ และทำฟิลเตอร์กรองอีเมล์ได้ง่ายขึ้น" Neinhuis พบว่าเอนเตอร์ไพรส์ใหญ่ๆ จะทดสอบ SaaS ด้วยการนำไปใช้กับแผนกใหม่หรือกับแผนกที่มีความต้องการพิเศษ เช่น การมีผู้ใช้อยู่ในหลากหลายพื้นที่กระจายกันออกไป
บริษัทผู้จำหน่าย SaaS ด้านเมสเซจเท่านั้นรายใหญ่ได้แก่ ASP-one, BlueStar Solutions, BlueTie, BT Infonet, Critical Path, Intermedia.Net, Mi8, NaviSite, USA.Net และ USi
ผู้ให้บริการเกือบทั้งหมดจะให้บริการโดยอาศัย Microsoft Exchange หรือบางกรณีใช้ Lotus Notes แต่บางรายเช่น BlueTie จะใช้เทคโนโลยีของตนเอง จากความสามารถของ Exchange ในด้านการเพิ่มขยายระบบ ติดต่อผ่านเว็บและการรักษาความปลอดภัยทำให้บริษัทขนาดเล็กอื่นๆ สามารถให้บริการแข่งกับรายใหญ่ได้ ผู้ให้บริการทั้งหมดจะมีบริการแอนติไวรัสและแอนติสแปมให้เลือกใช้เฉพาะส่วน ได้ มีผู้ให้บริการจำนวนมากที่มีบริการกรองข้อความและจัดการข้อความให้ตรงกับข้อ กำหนด (Compliance Management)
ผู้ให้บริการที่เน้นในส่วนรักษาความ ปลอดภัยของอีเมล์ได้แก่ FrontBridge, MessageLabs, Postini และ Symantec ที่ซื้อกิจการของ Brightmail บรรดา ผู้ให้บริการเหล่านี้ต่างก็มีบริการแอนติไวรัส แอนติสแปม เข้ารหัส การกรองอีเมล์และการจัดการข้อความให้ตรงกับข้อกำหนด โดยมีบริษัท FivePoints ที่เน้นด้านการจัดการข้อความให้ตรงกับข้อกำหนดเพื่อเสนอแก่บริษัทด้านการการ เงินทั้งขนาดกลางและเล็ก
ก่อนที่จะเลือกใช้บริการบริการอีเมล์จาก ภายนอกจะต้องมีการคำนวณค่าใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง (โดยเฉพาะสำหรับบริการเสริมและที่เก็บข้อมูลเพิ่มเติม) และทดลองประเมินเครื่องมือสำหรับจัดการที่มีให้ว่าสมบูรณ์และใช้งานง่ายหรือ ไม่อีกด้วย
Integration
จากการสำรวจของ IDC พบว่าผู้ที่ใช้บริการ SaaS กว่าครึ่งจะใช้แอพพลิเคชันที่ทำเป็น SaaS แล้วอย่างน้อยสามตัวจากทั้งหมดที่มีให้ซึ่งก็ยังน้อยอยู่ แต่เมื่อมีการใช้งาน SaaS อย่างแพร่หลาย บริษัทขนาดใหญ่ๆ ทั้งหลายจะเริ่มจำเป็นต้องรวมบริการต่างที่เช่าใช้ไปรวมในเซิร์ฟเวอร์ เดียวกัน
ตัวอย่างของ Grand Central ที่ทำงานในด้านนี้ในปัจจุบัน Grand Central เป็น B-to-B อินทรีเกชันแพลตฟอร์ม แต่ในอนาคตทางบริษัทวางแผนที่จำหน่ายชุด SaaS ให้กับลูกค้าที่สมัครใช้บริการผ่านทางเว็บท่า (Web-Base Portal) ที่จัดเตรียมไว้ให้ โดยบริษัทจะเป็นคนรวบรวมโซลูชันของบริษัทต่างๆ ให้ตรงกับความต้องการด้านลึกๆ ของลูกค้า เช่น ในอุตสาหกรรมที่มีกระบวนการเฉพาะด้าน เช่น นำความสามารถด้าน ERP ในแนวลึกของ Oracle หรือ SAP ปัจจุบัน Grand Central ร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ Salesforce.com เพื่อรวมความสามารถ CRM เข้ากับบริการอื่นๆ เพื่อให้บริการลูกค้าของ Salesforce.com
CRM
จาก รูปแบบของ SaaS ทำให้ CRM กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง หลังจากที่ล้มเหลวในช่วงท้ายๆ ของทศวรรษที่ 90 โดยที่โมเดลของ CRM ที่ทำงานบนเซิร์ฟเวอร์ที่มีการจัดเตรียมไว้ล่วงหน้านี้สามารถนำมาใช้กับงาน CRM ได้เป็นอย่างดีเนื่องจากภาคธุรกิจเกือบทั้งหมดจะมีกระบวนการขายและสนับสนุน การขายที่เหมือนกันตามที่เคยปฏิบัติและได้ผลดีที่สุด (Best Practices)
ความ จริงแล้วการที่โฮสต์ซอฟต์แวร์ทำงานผ่านบราวเซอร์เป็นปัจจัยที่ทำให้มันประสบ ความสำเร็จ เนื่องจากทำให้พนักงานที่อยู่ที่ไหนก็ได้สามารถติดต่อกับระบบ CRM ของบริษัทได้โดยตรงโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์พิเศษ และไม่ต้องมีความรู้เทคนิคที่ลึกซึ้งแต่อย่างใด
ความต้องการที่จะ เพิ่มผลผลิตของงานขายและบริการของ SMB ที่หลากหลาย ทำให้ผู้ผลิต CRM ต้องจัดทำ SaaS ในหลายรูปแบบให้เหมาะกับความต้องการของลูกค้า ให้ทุกฝ่ายได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน
ในปัจจุบันการแข่งขันในตลาดด้าน Hosted CRM ยังไม่มากนักมีผู้ให้บริการไม่กี่ราย NetSuite จะผสม ERP เข้ากับ CRM ได้อย่างดี โดยมีเครื่องมือสำหรับฝ่ายบัญชีและฝ่ายจัดซื้อ ทำให้เป็นที่ดึงดูดความสนใจจากบรรดา SMB ที่ต้องการรวมความสามารถในการเงินและระบบสินค้าคงคลัง ทาง Accpac จะมีแอพพลิเคชันด้านการขายและการบริการที่ส่วนติดต่อผู้ใช้ที่นำกลับมาใช้ ใหม่ได้ และมีโมดูลเสริมด้านบัญชีและ ERP Salenet แอพพลิเคชันด้านการขายที่ไม่มีออปชันการบริหารการบริการหรือการจัดแคมเปญ โดยทางบริษัทจะจัดคอนฟิกของแอพพลิเคชันให้เหมาะกับบริษัทที่ให้เช่ารถยนต์ อุปกรณ์เทเลคอมและให้เช่าอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม Salesforce.com ก็ยังเป็นผู้นำในตลาด CRM แบบออนดีมานต์อย่างแท้จริง โดยมีเครื่องมือสำหรับการขายและการพยากรณ์ที่เยี่ยมมากและสนับสนุนการให้ บริการลูกค้าผ่านทางผลิตภัณฑ์ Supportforce ของบริษัท
Siebel on Demand จะเน้นลูกค้า SMB ระดับบน โดยได้เพิ่มความสามารถ Contact Center รวมบริการ VoIP เครื่องมือการวิเคราะห์ครบชุด (Full-Spectrum Analytic) เนื่องจากบริษัทเข้ามาในตลาด CRM ช้ากว่ารายอื่น สำหรับทาง RightNow มีชุดให้บริการลูกค้าที่ได้เพิ่มความสามารถ SFA ซึ่งเหมาะอย่างมากกับระบบงานที่ปฏิบัติตามเวิร์กโฟลว์ การตลาดผ่านอีเมล์และการเพิ่มคุณค่าการบริการ เช่นเ พิ่มผ่านทาง Web Chat และการแจ้งเตือนแบบ Real-time
Talisma มีจุดเด่นที่ระบบติดตามการขายและระบบที่ทำงานอัตโนมัติ โดยสามารถให้บริการกับลูกค้าทันทีผ่านทางระบบแชตหรือระบบควบคุมบราวเซอร์ทาง ไกล ส่วน SugarCRM หนึ่งในชุด Sugar Suite ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สจะเหมาะกับผู้เริ่มต้นใช้ มันมีข้อดีที่สามารถนำไปพัฒนาต่อได้
นอกจาก CRM ทั่วไปแล้ว ทางผู้จำหน่ายยังมี CRM เฉพาะด้าน โดยจัดทำตรงตามความต้องการของแต่ละธุรกิจซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายของลูกค้า แต่ CRM เฉพาะด้านนี้ไม่ได้เพียงแค่ปรับส่วน UI ให้ ตรงกับงานของลูกค้าเท่านั้น ผู้จำหน่ายจะต้องปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับเวิร์กโฟลและความสัมพันธ์ของ ข้อมูลอีกด้วย ผู้ผลิตที่ปรับไปในทิศทางนี้ได้แก่ NetSuite, Salesnet และ Siebel
ทดลองใช้ก่อนซื้อ
ข้อดีของ SaaS (Software as a Service) ก็คือการติดตั้งใช้งานง่าย ผู้ให้บริการเพียงแค่ตั้งแอคเคานต์ ตรวจสอบความถูกต้องกำหนดสิทธิ์การใช้และส่ง URL สำหรับล็อกอินให้ลูกค้า ดังนั้นบริษัทผู้ให้บริการ SaaS ต่างก็ให้ทดลองใช้ซอฟต์แวร์ได้ โดย Salesforce.com เป็นผู้นำในด้านนี้ โดยให้ทดลองใช้ซอฟต์แวร์ CRM ที่มีฟีเจอร์ครบสมบูรณ์จำนวน 5 ยูสเซอร์เป็นเวลา 30 วันโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ และยังมีการอบรมให้ฟรี สำหรับคู่แข่งรายอื่นๆ เช่น Siebel on Demand, Salesnet และ Entellium ก็มีข้อเสนอให้ทดลองใช้คล้ายกัน (ไม่มีการอบรม) สำหรับบริษัทอื่นที่เหลือเกือบทั้งหมดเช่น Netsuite และ RightNow มีให้แค่การสาธิตแบบออนไลน์ อย่างไรก็ตาม SugarCRM มีให้เลือกว่าจะใช้เป็นบริการหรือจะดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ซึ่งเป็นแบบโอเพน ซอร์ส ทำให้สามารถทดลองใช้งานจริงได้
สำหรับ Back-Office ผู้ผลิตรายใหญ่เช่น Oracle/PeopleSoft และ SAP ต่างก็ควบคุมซอฟต์แวร์อย่างเข้มงวด ไม่ค่อยให้ทดลองใช้ซอฟต์แวร์ทั้งแบบดั้งเดิมและแบบ SaaS มีเพียงแค่ Intacct ที่มีกำหนดการให้ทดลองใช้ซอฟต์แวร์ฟรี สำหรับงานด้าน HR ที่มีน้อยราย มี Employease ที่ให้ทดลองใช้ได้ 30 วันซึ่งนานกว่า Salesforce.com
ใน ตลาดด้าน PLM (Product Lifecycle Management) ทาง Arena Solutions ให้ทดลองใช้ฟรี 5 ยูสเซอร์เป็นเวลาถึง 12 เดือน และในส่วนของบริการวิเคราะห์เว็บ (Web Analytics) มีเพียง NetIQ ที่ให้ทดลองใช้ซอฟต์แวร์ WebTrends 7 On Demand ของบริษัทฟรี สำหรับระบบจัดการคอนเทนต์ iUpload ให้ทุกคนทดลองใช้ Personal Publisher Blogging Tool ได้ฟรี แต่จะใช้ Webinars ในการสาธิตซอฟต์แวร์จัดการคอนเทนต์ชุดเต็ม
สำหรับงานเมสเสจและการ ทำงานร่วมกันก็ให้ทดลองใช้เช่นเดียวกัน เช่น FrontBridge ที่นอกจากจะสามารถป้องกันสแปมและไวรัสแล้วยังมีความสามารถด้านคอมไพแอนซ์และ กู้คืนอีเมล์ ก็ให้ทดลองใช้ TrueProtect Message Management Suite ได้ฟรี 30 วัน สำหรับ Postini ที่เน้นด้านป้องกันไวรัสและสแปมก็ให้ลูกค้าสำคัญทดลองใช้ซอฟต์แวร์ได้ 30 วันเช่นกัน ทาง MessageLabs ที่เป็นตัวป้องกันไวรัสและสแปมก็ให้ทดลองใช้ระบบตรวจสอบอีเมล์ฟรี 1 สัปดาห์ งานด้านการทำงานร่วมกันผ่านเวบทาง WebEx ก็ให้ทดลองใช้บริการการทำงานร่วมกันผ่านเว็บของบริษัทได้นาน 14 วัน
จาก การสำรวจพบว่า บริษัทผู้ให้บริการ SaaS ระดับเล็กหรือระดับกลางจะอนุญาตให้เราทดลองใช้ก่อนซื้อ ซึ่งส่งผลให้บริษัทคู่แข่งอื่นๆ จำเป็นต้องให้ทดลองใช้ได้เช่นกัน จากรูปแบบของ SaaS ที่ทำให้ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการจัดส่งซอฟต์แวร์ ดังนั้นคุณควรจะทดลองใช้ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกใช้ตัวใด
ท้ายที่สุด ให้ระวังว่า ราคาของ SaaS อาจจะแพงกว่าการซื้อซอฟต์แวร์ทั้งชุด การคำนวณ TCO อาจจะยากเนื่องจากมีค่าใช้จ่ายที่ไม่ทราบค่าหลายตัว ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุน การอัพเกรด และการบำรุงรักษา
แหล่งที่มา
http://www.dnsthailand.net/index.php?option=com_content&task=view&id=261&Itemid=56
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น